日本(冬)

日本(冬)

การผันกริยาภาษาญี่ปุ่น

คำกริยา 動詞  doushi   โดชิ

    คำกริยาภาษาญี่ปุ่นจะต้องมีการผันรูปคล้ายๆ กับภาษาอังกฤษที่มีการผันรูปกริยสามช่องมีทั้งรูปอดีต รูปถูกกระทำ ซึ่งภาษาญี่ปุ่นเองก็เหมือนกันมีการผันกริยาหลายรูป ไม่เหมือนภาษาไทยที่สามารถนำมาใช้ได้เลยไม่ต้องผันรูป ถ้าต้องการอยากจะระบุว่าเป็นอดีตก็ให้เติมคำว่า ~แล้ว หลังประโยค แต่ถ้าเป็นอนาคตก็เติมคำว่า ~จะ  หน้าคำกริยา เช่น คำว่า กิน  

รูปอดีต :  ฉันกินข้าวแล้ว
        รูปอนาคต : ฉันจะกินข้าว  เป็นต้น

     สำหรับภาษาญี่ปุ่นที่มีการผันรูปคำกริยามีหลายเหตุผลและหลายหลักการ เพื่อนำไปใช้ในแต่ละไวยากรณ์ เช่น การผันกริยาเพื่อแสดงคำสุภาพ บอกกาลเวลาว่าปัจจุบันหรืออดีต แสดงว่าเป็นประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธ เป็นต้น บทความนี้จะขอแนะนำรูปการผันกริยาที่ใช้กันบ่อยๆ จะได้มองภาพออกว่าเป็นประโยคที่แสดงลักษณะหรือสถานการณ์อะไร จบแล้วหรือยังไม่เกิดโดยให้สังเกตจากการลงท้ายประโยค จะไม่อธิบายเจาะลึกอะไรมากมายนะคะ โดยจะอธิบายโดยใช้ตารางตัวอย่างของกริยาที่ทำการผันเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 
  1. รูปพจนานุกรม  辞書形  jishokei  จิโฉะเค
  2. รูป~ます      -masu  มะสุ/มัส     ; เป็นรูปสุภาพ / ปัจจุบัน / บอกเล่า
  3. รูป~ました     -mashita  มะชิตะ   ; เป็นรูปสุภาพ / อดีต / บอกเล่า
  4. รูป~ません     -masen  มะเซ็น      ; เป็นรูปสุภาพ / ปัจจุบัน / ปฏิเสธ
  5. รูป~ませんでした  -masendeshita  มะเซ็นเดะชิตะ ; เป็นรูปสุภาพ / อดีต / ปฏิเสธ
  6. รูป~ない               -nai  นั่ย               ; เป็นรูปกันเอง / ปัจจุบัน / ปฏิเสธ
  7. รูป~なかった      -nakatta  นะคัตตะ  ; เป็นรูปกันเอง / อดีต / ปฏิเสธ
  8. รูป~て                -te   เทะ/เตะ      ;  เป็นรูปกันเอง / ปัจจุบัน / กำลังทำ,บอกสภาพ 
  9. รูป~た         -ta   ทะ/ตะ          ; เป็นรูปกันเอง / อดีต / บอกเล่า

辞書形
รูปพจนานุกรม
กันเอง
บอกเล่า
~ます
 masu
สุภาพ/ปัจจุบัน/บอกเล่า
~ました
 mashita
สุภาพ/อดีต/บอกเล่า
~ません     masen 
สุภาพ / ปัจจุบัน / ปฏิเสธ

~ませんでした    masendeshita  สุภาพ / ปัจจุบัน / ปฏิเสธ

~ない
nai
กันเอง/ปัจจุบัน/ปฏิเสธ
~なかった
nakatta  
กันเอง / อดีต / ปฏิเสธ
~て
 te
กันเอง / ปัจจุบัน / กำลังทำ,บอกสภาพ

~た
 ta
กันเอง/อดีต/บอกเล่า
食べる
Taberu
ทะเบะรุ
กิน
食べます
Tabemasu
ทะเบะมัส
กิน
食べました
Tabemasita
ทะเบะมะชิตะ
กินแล้ว
食べません
Tabemasen
ทะเบะมะเซ็น
ไม่กิน
食べませんでした
Tabemasende shita
ทะเบะมะเซ็นเดะชิตะ
ไม่กินแล้ว 
食べない
Tabenai
ทะเบะนั่ย
ไม่กิน
食べなかった
Tabenakatta
ทะเบะนะคัตตะ
ไม่กินแล้ว 
食べて
Tabete
ทะเบะเตะ
กินอยู่
食べた
tabeta
ทะเบะตะ
กินแล้ว
ある
Aru
อะรุ
มี,อยู่

あります
Arimasu
อะริมัส
มี,อยู่
ありました
Arimashita
อะริมะชิตะ
มีแล้ว,อยู่แล้ว
ありません
Arimasen
อะริมะเซ็น
ไม่มี,ไม่อยู่
ありませんでした 
Arimasendeshita
อะริมะเซ็นเดะชิตะ
ไม่มีแล้ว ,ไม่อยู่แล้ว
ない
Nai
นั่ย
ไม่มี,ไม่อยู่
なかった
Nakatta
นะคัตตะ
ไม่มีแล้ว,ไม่อยู่แล้ว
あって
Ate
อัตเตะ
กำลังมี,กำลังอยู่
あった
Atta
อัตตะ
มีแล้ว,อยู่แล้ว
呼ぶ
Yobu
โยะบุ
เรียก
呼びます
Yobimasu
โยะบิมัส
เรียก
呼びました
Yobimashita
โยะบิมะชิตะ
เรียกแล้ว
呼びません
Yobimasen
โยะบิมะเซ็น
ไม่เรียก
呼びませんでしたyobimasendeshita
โยะบิมะเซ็นเดะชิตะ
ไม่เรียกแล้ว
呼ばない
Yobanai
โยะบะนั่ย
ไม่เรียก 
呼ばなかった
Yobanakatta
โยะบะนะคัตตะ
ไม่เรียกแล้ว 
呼んで
Yonnde
ย่นเดะ
กำลังเรียก
呼んだ
yonnda
ย่นดะ
เรียกแล้ว
する
Suru
ซุรุ
ทำ
します
shimasu
ชิมัส
ทำ
しました
shimashita
ชิมะชิตะ
ทำแล้ว
しません
shimasen
ชิมะเซ็น
ไม่ทำ
しませんでしたshimasendeshita
ชิมะเซ็นเดะชิตะ
ไม่ทำแล้ว
しない
shinai
ชินั่ย
ไม่ทำ 
しなかった
shinakatta
ชินะคัตตะ
ไม่ทำแล้ว
して
shite
ชิเตะ
กำลังทำ
した
shita
ชิตะ
ทำแล้ว
聞く
kiku
คิคุ
ฟัง
聞きます
kikimasu
คิคิมัส
ฟัง
聞きました
kikimashita
คิคิมะชิตะ
ฟังแล้ว
聞きません
kikimasen
คิคิมะเซ็น
ไม่ฟัง
聞きませんでしたkikimasendeshita
คิคิมะเซ็นเดะชิตะ
ไม่ฟังแล้ว
聞かない
shinai
ชินั่ย
ไม่ฟัง
聞かなかった
shinakatta
ชินะคัตตะ
ไม่ฟังแล้ว
聞いて
shite
ชิเตะ
กำลังฟัง
聞いた
shita
ชิตะ
ฟังแล้ว

     จริงๆ แล้วหลักการผันกริยายังมีอีกหลายรูปที่ไม่ได้เอามาอธิบาย ถ้าใครสนใจอยากจะศึกษาให้มากกว่านี้ลองไปหาหนังสือตามร้านหนังสือมาอ่านเพิ่มเติมจะได้เข้าใจมากขึ้น สำหรับบทความนี้จะอธิบายคร่าวๆ เท่านั้น ค่ะ

Monozukuri “โมโนซุคุริ” คือ?

Monozukuri  “โมโนซุคุริ”


คุ้นเคยกันไหมกับคำว่า   Monozukuri  “โมโนซุคุริ”  หลายๆ บริษัทมีการนำหลักการนี้มาใช้ในการผลักดันและขับเคลื่อนธุรกิจ เท่าที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับหลายๆ บริษัทมักจะได้ยินคำนี้บ่อยๆ แล้วคำนี้ในภาษาญี่ปุ่นเขียนและมีความหมายว่าอย่างไร ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญนำหลักการมาใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กร เราไปทำความรู้จักกับคำนี้กันเลย

ものづくり   Monozukuri  “โมโนซุคุริ”

คำนี้ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นตัวอักษรฮิระคะนะ คำนี้เกิดจากผสมกันของคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น 2 คำ คือ 

物  Mono  "โมโน "
(ปล.ถ้าออกจะออกเสียงให้ถูกต้อง คือ “โมะโนะ” แต่คนไทยมักจะออกเสียงลากยาวเป็น”โมโน”)
หมายถึง สิ่งของ หรือ ผลิตภัณฑ์ 

づくり Zukuri  "ซุคุริ" 
หมายถึง การสร้าง การผลิต หรือการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมา

เมื่อเรานำสองคำนี้มารวมกันจะแปลว่า การผลิตสิ่งของหรือสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการขึ้นมา  และสิ่งที่สร้างมาจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ 

ฉะนั้นในการผลิตจึงต้องใช้ทักษะและเทคโนโลยีที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้งานที่ดีออกมา และมีการพัฒนาปรับปรุงหรือที่เราเรียกว่า KAIZEN อย่างต่อเนื่อง  ไม่เพียงแต่สร้างเทคโนโลยีเท่านั้น จะต้องสร้างคนที่มีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรม หรือร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่องค์การได้จัดขึ้นมา เช่น กิจกรรมไคเซ็น (KAIZEN) ,กิจกรรม 5 ส, กิจกรรม QCC , กิจกรรม TPM เป็นต้น เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะทั้งทางด้านเทคโนโลยีและด้านแนวความคิด “คิดเป็น ทำเป็น และเรียนรู้ได้ตัวเอง” 



บริษัทโตโยต้าเองได้อธิบายความหมายของ Monozukuri ไว้ว่า

“Monozukuri เกิดจากการผสมผสานคำของญี่ปุ่น คำว่า Mono หมายถึง ผลิตภัณฑ์  zukuri หมายถึง การผลิต การสร้าง หรือการรังสรรค์สิงต่างๆ

คำว่า Monozukuri มีความหมายกับเรามากกว่าเพียงการเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยานยานต์ แต่ความหมายของมันครอบคลุมไปถึงการเป็นผู้รังสรรค์วิธีการและกระยวนการผลิตต่างๆ รวมถึงพัฒนาระบบการขายและการให้บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค่าได้อย่างสูงสุด
Monozukuri ยังหมายถึง การสร้าง ทักษะความรู้ ความสามารถ ความภาคภูมิใจ ความพึงพอใน รวมถึงการบรรลุความสำเร็จโดยศึกษาจากการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาจากความผิดพลาดในอดีตด้วย”

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซด์

หมายเหตุ  บางตำราจะเขียนคำว่า ものづくり เป็นโรมันจิว่า “Monodzukuri”  มีความหมายเหมือนกันไม่แตกต่าง

พอจะเข้าใจความหมายและนึกภาพความเชื่อมโยงของกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำนี้กันหรือยัง ขอให้สนุกกับกิจกรรมต่างๆ ของ Monozukuri กันนะคะ

วันวาเลนไทน์ที่ญี่ปุ่น

วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day)

          สวัสดีค่ะ เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ถ้าพูดถึงเดือนกุมภาพันธ์แล้วเราจะมองว่าเป็นเดือนแห่งความรักเพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันวาเลนไทน์ คนไทยหลายคนก็ให้ความสำคัญกับวันนี้ โดยเฉพาะวัยรุ่น หนุ่มสาว ก็จะดอกไม้ ช็อคโกแลต ลูกอมหัวใจ หรือไม่ก็ของขวัญกับคนรักของตนเองซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะที่ผู้ชายมอบให้กับผู้หญิง แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่นล่ะก็มีรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร หลายๆ คนอาจจะรู้แล้วว่าที่ญี่ปุ่นวันวาเลนไทน์เป็นวันที่ผู้หญิงมอบช็อคโกแลตให้แก่ผู้ชายเท่านั้น และดูเหมือนว่าจะมีแต่ประเทศญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรมแบบนี้

          ถ้าใครไปที่ญี่ปุ่นเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะเห็นว่าในห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ก็จะนำเอาช็อคโกแลตวาเลนไทน์ออกมาวางขายมากมาย มีรายหลายรูปแบบให้เลือกสรร ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีการจัดการส่งเสริมการขายหรืออีเว้นท์ที่เกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์ รวมถึงรายการโทรทัศน์ก็จะมีการพูดถึงวันวาเลนไทน์บ่อยๆ ในช่วงนี้



          วัฒนธรรมการให้ช็อคโกแลตของชาวญี่ปุ่นอาจดูแปลกสำหรับเรา แต่สำหรับสาวๆ ชาวญี่ปุ่นแล้ว นี่เป็นโอกาสที่เหมาะเหม็งที่จะทำการสารภาพความในใจกับคนที่เราชอบ พูดแล้วก็นึกถึงละครญี่ปุ่นหลายๆ เรื่องๆ ที่มักจะมีฉากหรือซีนที่ผู้หญิงไปสารภาพรักกับคนที่ชอบ สำหรับการมอบช็อคโกแลตให้แก่ผู้ชายที่เราชอบ อาจจะซื้อมาหรือลงมือทำเองตกแต่งให้สวยงามก็ได้ แต่ก็ไม่จำกัดว่าจะให้แต่คนที่เราชอบเท่านั้น เรายังสามารถให้เพื่อนร่วมงาน เพื่อน หรือตัวเองกันได้เช่นกัน ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นมีคำเรียกแตกต่างกันออกไป เราไปทำความรู้จักคำศัพท์เหล่านั้นกันเลยค่ะ


ช็อคโกแลตที่มอบให้กับคนที่ชอบ หรือคนรัก
本命チョコ
Honmei choko
ฮงเมช็อคโก้
ช็อคโกแลตที่มอบให้กับหนุ่มที่ทำงาน หรือเพื่อนที่เป็นผู้ชาย
義理チョコ
Giri choko
กิริช็อคโก้
ช็อคโกแลตที่มอบให้กันในระหว่างเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน
友チョコ
Tomo choko
โทโมช็อคโก้
ช็อคโกแลตที่มอบให้กับพ่อ พี่ชาย น้องชาย หรือญาติที่เป็นผู้ชาย
ファミチョコ 
Fami choko
แฟมมิช็อคโก้
การซื้อช็อคโกแลตที่พิเศษเป็นของขวัญให้ตัวเอง เป็นรางวัลหรือเพื่อให้กำลังใจกับตนเอง
ご褒美チョコ
Go houbi choko
โกะโฮบิช็อคโก้
ช็อคโกแลตที่มอบให้กับบุคคลที่มีพระคุณ
世話チョコ 
Sewa choko
เซะวะช็อคโก้
ช็อคโกแลตที่มอบให้กับผู้ชายให้กันเอง
ホモチョコ 
Homo choko
โฮโมะช็อคโก้

          ตามประเพณีและวัฒนของญี่ปุ่น เมื่อมีการได้รับก็จะมีการให้สิ่งตอบแทนกลับไป
ที่ญี่ปุ่นจึงมีวันไวท์เดย์ (White Day) เป็นวันที่ฝ่ายชายจะต้องมอบสิ่งตอบแทนกลับไปให้กับผู้หญิง คือวันที่ 14 มีนาคม ครบ 1 เดือนหลังจากวันวาเลนไทน์นั่นเอง 

          รู้จักวัฒนธรรมวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่นกันมากขึ้นหรือยังเอ่ย สุขสันต์วันวาเลนไทน์ มีความรักและความสุขกันทั่วหน้านะคะ


สภาพดินฟ้าอากาศ

สภาพดินฟ้าอากาศ


天気(てんき) tenki  เทงคิ

บทความก่อนๆ เคยเขียนเกี่ยวกับฤดูกาลของญี่ปุ่นไปแล้ว วันนี้จะเขียนเกี่ยวกับสภาดินฟ้าอากาศกันบ้างหลายคนมักจะพูดว่าพยากรณ์อากาศของญี่ปุ่นค่อนข้างแม่นยำเสียเหลือเกิน อันนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะตอนที่อยู่ที่ญี่ปุ่นก็มักจะติดตามพยากรณ์อากาศก่อนออกจากบ้านอยู่เสมอว่าจำเป็นต้องพกร่มติดตัวไปด้วยหรือไม่ เพราะพยากรณ์อากาศบอกว่าฝนตกวันนั้นฝนก็จะตกจริงๆ 

คนญี่ปุ่นที่มาเมืองไทยครั้งแรกๆ มักจะถามว่าทำไมคนไทยไม่ค่อยพกร่ม อันนี้ก็อธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกันอธิบายไปข้างๆ คูๆ ว่า ลักษณะฝนที่ตกในเมืองไทยส่วนใหญ่จะตกหนัก สักพักก็จะหยุดพอฝนหยุดเราก็สามารถไปได้ไม่ต้องใช้ร่ม ไม่เหมือนฝนที่ญี่ปุ่นที่ตกปรอยๆทั้งวัน แล้วก็อีกอย่างบางครั้งพยากรณ์อากาศก็ไม่ค่อยตรงทำให้คนไทยไม่ค่อยจะติดตามพยากรณ์อากาศเหมือนกับคนญี่ปุ่น จึงทำให้คนไทยจึงไม่ค่อยพกร่มกันก็เป็นได้ และอีกอย่างคนไทยไม่ค่อยเดินออกข้างนอก เวลาไปทำงานก็มักจะขับรถไปทำงาน หรือไม่ก็นั่งรถบริษัท บางคนขับมอร์เตอร์ไซค์จะให้กางร่มไปขับมอร์ไซค์ไปก็คงไม่ไหว เลยไม่ค่อยเห็นคนพกร่มกัน แต่ถ้าจะเห็นพกก็ต่อเมื่อเป็นฤดูฝน มีพายุเข้า วันนั้นสภาพอากาศครึ้มและฝนตกทั้งวันจริงๆ หรือตกอย่างต่อเนื่อง แต่บางคนก็พกร่มไม่ใช่เพราะว่าฝนตก แต่เพราะว่าแดดร้อน เอาไว้กางเวลาออกแดดเพราะกลัวดำ555

ขอเสริมอีกนิดสภาพดินฟ้าอากาศเราสามารถใช้ในการสนทนาในการทักทายกันได้ โดยปกติคนไทยเวลาเจอหน้ากันมักจะทักทายกันว่า กินข้าวหรือยัง แต่คนญี่ปุ่นจะพูดถึงสภาพอากาศ เช่น วันนี้อากาศดีจังเลยนะ เป็นต้น  ก่อนอื่นเรามาทบทวนเรื่องฤดูกาลกันก่อน


ฤดูกาล  季節(きせつ) kisetsu   คิเซะสึ

ฤดูใบไม้ผลิ

はる
Haru  
ฮะรุ
ฤดูร้อน

なつ
Natsu 
นะสึ
ฤดูใบไม้ร่วง

あき
Aki  
อะคิ
ฤดูหนาว

ふゆ
Fuyu 
ฟุยุ

ฤดูกาลในเมืองไทย 
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน อุณหภูมิทั้งปีของเมืองไทยค่อนข้างสูง ถ้าจะให้แบ่งฤดูกาลเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฤดู ดังนี้

ฤดูร้อน (Hot season) อยู่ระหว่างช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม  
ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า  暑季(しょき)  shoki  โชะคิ

ฤดูฝน (Rainy season) อยู่ระหว่างช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม
ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า  雨季 (うき) uki  อุคิ

ฤดูแล้ง (Dry season) อยู่ระหว่างช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์  (เป็นช่วงที่มีอากาศค่อนข้างเย็นสบาย) 
ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า  乾季(かんき) kanki  คังคิ

ทีนี้เราลองมาดูคำศัพท์ที่เกี่ยวกข้องกับ สภาพดินฟ้าอากาศ  天気(てんき) tenki  เทงคิ  ว่ามีอะไรกันบ้าง

พยากรณ์อากาศ
天気予報(てんきよほう)
Tenkiyohou
เทงคิโยะโฮ
อากาศดี
天気(てんき)がいい
Tenki ga ii
เทงคิ กะ อี่
มีแดด
()
Hare
ฮะเระ
แดดแรง
日差(ひざ)しが(つよ)
Hizashi ga tsuyoi
ฮิซะชิ กะ สึโยอิ 
(สึโย่ย)
อบอุ่น
(あたた)かい
Atatakai
อะตะตะไค่
ร้อน
(あつ)
Atsui
อะสึอิ (อะสึย)
เย็น
(すず)しい
Suzushii
ซุซุชี่
หนาว
(さむ)
Samui
ซามุอิ (ซามุ่ย)
พายุ
(あらし)
Arashi
อะระชิ
ลูกเห็บ
(あられ)
Arare
อะระเระ
ฟ้าร้อง
(かみなり)
Kaminari
คะมินะริ
ฟ้าแลบ
(いなずま)
Inazuma
อินะซุมะ
ฝนตก
(あめ)
Ame
อะเมะ
ฝนตกหนัก
土砂降(どしゃぶ)
Doshaburi
โดะชะบุริ
มีเมฆ
(くも)
Kumori
คุโมะริ
ลมพัด
(かぜ)
Kaze
คะเซะ
ลมพัดแรง
(かぜ)(つよ)
Kaze ga tsuyoi
คะเซะ กะ สึโยอิ
(สึโย่ย)
หิมะ
(ゆき)
Yuki
ยุคิ
หมอก
(きり)
Kiri
คิริ
สดชื่น
すがすがしい
Sugasugashii
ซุกะซุกะชี่
ร้อนอบอ้าว
()(あつ)
Mushiatsui
มุชิอะสึอิ
(อะสึย)


คำถามเกี่ยวสภาพอากาศ



วันนี้อากาศเป็นอย่างไรบ้าง?

今日(きょう)天気(てんき)はどうですか?

Kyou no tenki wa dou desu ka?

เคียว โนะ เทงคิ วะ โด เดส กะ



พยากรณ์อากาศเป็นอย่างไรบ้าง?

天気予報(てんきよほう)はどうですか?

Tenki yohou wa dou desu ka?

เทงคิ โยโฮ วะ โด เดส กะ



พรุ่งนี้พยายกรณ์อากาศเป็นอย่างไรบ้าง?

明日(あした)天気予報(てんきよほう)はどうですか?

Ashita no tenki youhou wa dou desu ka? 

อะชิตะ โนะ เทงคิ โยโฮ วะ โด เดส กะ



อากาศทางโน้นเป็นอย่างไรบ้าง?

そちらの天気(てんき)はどうですか?

Sochira no tenki wa dou desu ka?

โซะจิระ โนะ เทงคิ วะ โด เดส กะ



ส่วนคำตอบจากคำถามข้างต้น เราสามารถตอบแบบง่ายๆ โดยใช้คำศัพท์จากข้างต้นที่เรียนมา รูปแบบประโยค คือ



สภาพอากาศ + です desu (เดส)

เช่น 

(あめ)です。       Ame desu       อะเมะ เดส

()れです。    Hare desu      ฮะเระ เดส

(すず)しいです。 Suzushii desu ซุซุชี่ เดส



ลองนำเอาไปใช้ดูกันนะคะ....